


เช่น หากจะรับคนเป็น HR เข้ามาทำงาน หากมีผู้สมัคร 2 คนที่ทักษะไม่แตกต่างกันเลย แต่คนหนึ่งอธิบายให้ฟังเป็นฉาก ๆ ว่าเขาหลงใหลการพัฒนาศักยภาพคน ชอบผูกมิตร สร้างสัมพันธ์อันดีกับใครต่อใครในองค์กร กับอีกคนที่ไม่ได้อินกับการทำงานกับคน ไม่ชอบการบริหารคน ไม่ชอบคลุกคลีกับคนอื่นขนาดนั้น ผู้สมัครงานคนแรกย่อมมีโอกาสสูงที่จะได้รับเลือกมากกว่า
หลายคนอาจเห็นแนวทางของ Strength-Based Recruitment แล้วตาลุกวาว มาดูกันก่อนว่าแนวทางนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้าง
1.) เมื่อรับคนเข้ามาแล้ว ผู้สมัครจะใช้เวลาปรับตัวน้อยกว่า
พนักงานใหม่ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าจะปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมขององค์กรได้ แต่การสรรหาบุคลากรแบบเน้นจุดแข็ง ความมุ่งมั่นของพนักงานใหม่จะทำให้เขาเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เร็วขึ้น ปรับตัวได้เร็ว สามารถใช้จุดแข็งของตัวเองได้ไว
คนที่ทำงานตามจุดแข็งของตัวเองมักมีแรงจูงใจในการทำงานสูงกว่าคนอื่น ๆ ทำให้พวกเขาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและผลิตผลที่ดีขึ้น
เมื่อคนทำสิ่งที่พวกเขาชอบ พวกเขาก็จะสนุกกับการทำงานร่วมกับทีมที่มีความคิดตรงกัน คนที่รู้จักและใช้จุดแข็งของตัวเองมีแนวโน้มจะมีส่วนร่วมกับงานมากกว่าคนที่ไม่ใช้จุดแข็งของตัวเองถึง 6 เท่า
เมื่อสรรหาพนักงานแบบ Strength-Based Recruitment พนักงานใหม่มีแนวโน้มจะอยู่กับองค์กรนานขึ้น ช่วยลดการลาออก และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจ้างงานจากการจ้างพนักงานที่ไม่เหมาะสม
Strength-Based Recruitment ไม่ได้เน้นที่วุฒิการศึกษา เพศ เชื้อชาติของผู้สมัคร เพราะจะมองไปที่ศักยภาพจากจุดแข็งและแรงจูงใจของผู้สมัครเป็นหลัก
เมื่อให้ความสำคัญกับแรงจูงใจและศักยภาพของพนักงาน ก็ทำให้หากมีการแข่งขันในองค์กร ก็จะเป็นการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน เปิดกว้างในความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น