คิดเรื่องงานตลอดเวลา ! วิธีห้ามใจตัวเอง หยุดคิดงาน และพักผ่อนบ้าง

เคยไหมที่คุณตัดสินใจใช้วันหยุดและวันลาพักร้อน โดยตั้งเป้าว่าจะออกไปใช้เวลากับเพื่อนฝูงหรือคนรักให้สนุกสุดเหวี่ยง ไม่ต้องคิดเรื่องเงินสักนิด แต่เอาเข้าจริงสมองของคุณกลับเอาแต่คิดถึงเรื่องงานตลอดเวลาเสียอย่างนั้น นี่คือปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในกลุ่มคนทำงานทั่วโลก และถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดกระแส The Great Resignation เมื่อคนต้องแบกรับความเครียดและความกดดันจนรู้สึกไม่สบายใจหากต้องอยู่เฉย ๆ การ “คิดเรื่องงานตลอดเวลา”​ ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปทั่วโลก โดย OneCareerBuilder ได้เผยผลสำรวจว่ามีคนวัยทำงานถึง 45% ที่ทำงานนอกเวลา และ 49% ที่ตอบอีเมลนอกเวลางานจนเป็นเรื่องปกติ

ปัญหาของสภาวะ “คิดเรื่องงานตลอดเวลา” คืออะไร ?

การคิดเรื่องงานตลอดเวลามีแต่จะทำให้ชีวิตยากขึ้น เพราะหากเก็บไว้กับตัวเองมากไป ก็สามารถทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า (Depression) และวิตกกังวล (Anxiety) แต่หากไปพูดคุยกับเพื่อนในสภาวะที่ความเครียดจุกแน่นอยู่เต็มอก ก็อาจทำให้เกิดการสื่อสารที่ผิดพลาด (Failed Communication) กลายเป็นความน่ารำคาญที่อีกฝ่ายเลือกตีตัวออกห่าง เกิดความขุ่นข้องหมองใจในทีม ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงการทำงานในภาพรวม

คนที่คิดเรื่องงานตลอดเวลามีแนวโน้มเสียชีวิตเร็ว

มีผลวิจัยกล่าวว่าคนที่มีความเครียดและคิดเรื่องงานตลอดเวลามีโอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Diseases) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับต้น ๆ ของคนไทย ที่จะมีคนไทยเสียชีวิตจากโรคนี้โดยเฉลี่ยถึง 54,530 คนต่อปี นับเป็นจำนวนที่มากกว่าการเสียชีวิตจากโรคมาลาเรียด้วยซ้ำ

คนที่คิดเรื่องงานมากไป จะเสี่ยงต่อการ Burnout และมีโอกาสออกจากงานสูง เราอาจคิดว่าคนที่คิดเรื่องงานตลอดเวลาจะมีโอกาสก้าวหน้ามากกว่าคนอื่น แต่จริง ๆ แล้วคนที่คิดเรื่องงานตลอดเวลากลับมีโอกาสออกจากงานมากกว่า เพราะการคิดเรื่องงานโดยไม่เอาเวลาไปสนใจเรื่องอื่นจะทำให้เราไม่ทันเหตุการณ์ ไม่มีเวลาไปสนใจว่าโลกของเรามีนวัตกรรมใหม่แบบใดเกิดขึ้นบ้าง ที่สามารถนำมาช่วยให้งานประสบความสำเร็จง่ายขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับตัวพนักงานและ HR คือการเข้าใจว่าธุรกิจทุกชนิดล้วนขับเคลื่อนด้วยคน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีชีวิตจิตใจ และจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม หากเราใช้ทรัพยากรชิ้นนี้อย่างหนักหน่วงเกินไป สิ่งที่ตามมาก็คือการขาดสมดุลชีวิต ส่งผลเสียต่อเนื่องไปถึงประสิทธิภาพในการทำงานด้านอื่น ๆ ซึ่งสรุปโดยง่ายว่าพนักงานทุกคน แม้จะมีสถานะเป็นลูกจ้างขององค์กร แต่ก็มีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตอย่างสบายใจ สามารถดูแลครอบครัว สามารถทำสิ่งที่ชอบ และสามารถวางแผนอนาคตตามที่ต้องการได้เสมอ

องค์กรจึงควรเปิดโอกาสให้พนักงานได้มีเวลาค้นหาตัวเองด้วย หากพนักงานทำไม่ได้ หรือ HR รู้ตัวว่าตนเป็น องค์กรที่ใช้งานพนักงานหนักเกินไป ยังไม่สายที่จะเริ่มปรับปรุงและหาทางออกร่วมกับพนักงานว่าจะมีแนวทางใดบ้างที่สามารถทำให้ทุกฝ่ายมีสมดุลชีวิตที่ดีขึ้น เพราะการคิดเรื่องงานตลอดเวล า เทียบไม่ได้เลยกับการคิดถึงความสุขตัวเองให้มากกว่า เพราะสิ่งนั้นคือรากฐานแห่งความสุขที่แท้จริง