
คุณคิดยังไงกับผลการวิจัยที่บอกว่า คนรุ่นใหม่ ไม่ใช่ไม่สู้งาน แต่ไม่ทำงานเกินเงินเดือน และให้ความสำคัญกับ work life balance มากที่สุด
มองว่าผลวิจัยนี้สะท้อน “การเปลี่ยนผ่านทางความคิด” ที่มีเหตุผลรองรับในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก
ไม่ใช่การขี้เกียจ แต่คือการมองโลกแบบ Pragmatism (เน้นความเป็นจริง) มากขึ้น นี่คือมุมมองที่น่าสนใจว่าทำไมพวกเขาถึงคิดแบบนั้น

คนรุ่นก่อนอาจมองการทำงานหนักเกินร้อยเป็นการ “ซื้ออนาคต” หรือ “แสดงความกตัญญูต่อองค์กร” แต่ Gen Z มองว่าการทำงานคือการทำสัญญาจ้าง:
เงินเดือน = ค่าแรงตามขอบเขตงาน (Job Description): หากต้องการให้ทำเกินกว่านั้น ก็ควรมีการตอบแทนที่สมเหตุสมผล ไม่ว่าจะเป็นเงิน ตำแหน่ง หรือโอกาสที่จับต้องได้
การป้องกันการถูกเอาเปรียบ: พวกเขาเห็นบทเรียนจากรุ่นพี่หรือพ่อแม่ที่ทุ่มเทให้บริษัทจนสุขภาพเสีย แต่สุดท้ายกลับถูกเลิกจ้างง่ายๆ เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี
สำหรับ Gen Z ชีวิตที่สมดุลไม่ใช่ความสบาย แต่คือ “ความอยู่รอด”:
สุขภาพจิต (Mental Health): เขาตระหนักว่าค่ารักษาพยาบาลจากโรคซึมเศร้าหรือ Burnout นั้นแพงกว่าเงินโอทีที่ได้รับ
Identity (ตัวตน): เขาไม่ได้นิยามความสำเร็จจากการเป็น “พนักงานดีเด่น” เท่านั้น แต่ต้องการมีเวลาไปทำสิ่งที่ชอบ พัฒนาทักษะที่สอง หรือทำอาชีพเสริม (Side Hustle) เพื่อกระจายความเสี่ยง


ในอดีต การทำงานหนักอาจหมายถึงการซื้อบ้านหรือรถได้ในเวลาไม่กี่ปี แต่ปัจจุบัน:
ค่าครองชีพและราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้นมากจนการ “ทุ่มเทสุดตัว” ในงานประจำเพียงอย่างเดียวอาจไม่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินใหญ่ๆ ได้พวกเขาจึงเลือกที่จะ “ประหยัดพลังงาน” ในงานประจำ เพื่อเอาเวลาไปสร้างความมั่นคงในทางอื่นแทน
มุมมองในฐานะองค์กร/หัวหน้างาน
หากองค์กรต้องการให้คนกลุ่มนี้ “สู้” มากขึ้น อาจต้องเปลี่ยนวิธีจากการขอความร่วมมือดื้อๆ เป็นการสร้าง Win-Win Situation:
Clear KPI: กำหนดให้ชัดว่าถ้าทำเกินเป้า (Beyond Expectations) เขาจะได้อะไรที่ชัดเจน
Flexibility: หากงานเสร็จเร็วและมีคุณภาพ การให้เขากลับบ้านก่อนหรือทำงานที่ไหนก็ได้ คือรางวัลที่มีค่ามากกว่าเงินสำหรับบางคน
แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็คงไม่ใช่ให้ทางองค์กรเปลี่ยนหรือปรับปรุงเพียงอย่างเดียว ฝ่ายพนักงานเองก็ต้องปรับ เปลี่ยน เข้าหากันเพื่อหาจุดลงตัวและสามารถทำงานร่วมกันได้ หากไม่ได้ก็แยกย้ายทางใครทางมัน
talentntw #TalentNetwork #executivesearch #Headhunter