เนื้อหาที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นเทคนิคของ ดร. แอนนา เลมบ์เค ซึ่งผู้เขียนได้อ่านและคิดว่า เหมาะอย่างยิ่งและเป็นประโยชน์มากสำหรับ Recruitment Agency ในหลายมิติ:
วิธีฝึกสมองให้ “ทำสิ่งที่ยาก” ได้ง่ายขึ้น
- วางแผนอย่างละเอียดล่วงหน้า: แทนที่จะรอให้มีแรงจูงใจในขณะนั้น ให้ตัดสินใจและวางแผนสิ่งที่ต้องทำไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน เช่น ตัดสินใจตั้งแต่คืนก่อนหน้าว่าจะตื่นกี่โมง ใส่ชุดอะไร และจะไปออกกำลังกายที่ไหน การวางแผนล่วงหน้าช่วยให้เราไม่ต้องตัดสินใจในนาทีที่ยากลำบาก ซึ่งมักจะนำไปสู่การเลือกทำสิ่งที่ไม่ต้องใช้ความพยายาม
- ใช้หลักการ “เพิ่มน้ำหนัก” ด้านความเจ็บปวด (Pain side) ก่อน: ดร. เลมบ์เค อุปมาอุปไมยถึงตาชั่งระหว่างความสุขและความเจ็บปวด โดยการตั้งใจทำงานยากๆ เป็นการเพิ่ม “น้ำหนัก” ไปที่ฝั่งความเจ็บปวดก่อนในตอนแรก แต่การกัดฟันทำต่อไปจนผ่านพ้นความรู้สึกไม่สบายนั้น จะทำให้สมองหลั่งโดพามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขและแรงจูงใจออกมาในระยะยาวและคงทนกว่าการได้รับความสุขแบบทันทีทันใด
- สร้างสิ่งกระตุ้น (Cues) และกิจวัตร: สมองชอบความสม่ำเสมอและรูปแบบ ทำสิ่งที่ยากให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน โดยเชื่อมโยงกับสิ่งกระตุ้นเดิมๆ เช่น การเปิดเพลงเริ่มต้นเพลงเดียวกันทุกครั้งก่อนเริ่มทำงาน หรือการชงชาก่อนเริ่มอ่านหนังสือ เมื่อทำซ้ำๆ สมองจะจดจำรูปแบบและเริ่มทำตามโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก
- แบ่งงานใหญ่ให้เป็นส่วนเล็กๆ: หากงานดูน่ากลัวหรือยากเกินไป ให้แบ่งออกเป็นขั้นตอนย่อยๆ ที่ “เล็กจนน่าขยะแขยง” (disgustingly small) เช่น หากต้องการเขียนรายงาน ให้เริ่มแค่เปิดโปรแกรมและพิมพ์ชื่อหัวข้อเท่านั้น สมองไม่ชอบความพยายามสูงในทันที แต่ชอบความคืบหน้าทีละน้อย 5.ให้รางวัลกระบวนการ (Reward the process) ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์: ให้รางวัลตัวเองเล็กๆ น้อยๆ หลังทำส่วนที่ยากสำเร็จในแต่ละขั้นตอน เช่น พัก 10 นาทีหลังจากอ่านจบหนึ่งบท วิธีนี้ช่วยให้สมองเชื่อมโยงงานยากเข้ากับประสบการณ์เชิงบวก และทำให้งานนั้นน่าทำมากขึ้นในอนาคต
- มี “เพื่อนช่วยกระตุ้น” (Accountability buddy): การมีคู่หูหรือกลุ่มคนที่กำลังพยายามทำเป้าหมายคล้ายๆ กัน จะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จได้มากขึ้น เพราะจะมีการช่วยเหลือและกระตุ้นซึ่งกันและกัน
- มีความเห็นอกเห็นใจตนเอง: หากพลาดหรือทำไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ อย่าตำหนิตัวเองมากเกินไป เป้าหมายของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมควรเน้นที่การควบคุมแบบปานกลางและความก้าวหน้าที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบที่อาจเป็นไปไม่ได้
ความเหมาะสมและประโยชน์สำหรับ Recruitment Agency.
1.การคัดเลือกผู้สมัคร (Candidate Selection):
- ประเมิน Growth Mindset: เนื้อหาช่วยให้ Recruiter มีกรอบความคิดในการประเมินผู้สมัครว่ามีแนวโน้มที่จะยอมรับความท้าทาย (ทำสิ่งที่ยาก) และมีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ หรือบทบาทที่ต้องเรียนรู้หรือไม่
- ประเมินความมีวินัย: เทคนิคเรื่องการวางแผนล่วงหน้าและการสร้างกิจวัตร สะท้อนถึงวินัยในตนเอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับหลายตำแหน่งงาน โดยเฉพาะตำแหน่งที่ต้องทำงานทางไกลหรือต้องการการจัดการตัวเองสูง
2.การโค้ชผู้สมัคร (Candidate Coaching) และ Onboarding:
- เตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่: Agency สามารถใช้หลักการเหล่านี้ในการโค้ชผู้สมัครที่กำลังจะเริ่มงานใหม่ ให้เตรียมตัวรับมือกับความท้าทายในช่วงแรกของการทำงาน (Provisional period) ช่วยให้ปรับตัวได้ราบรื่นขึ้นและลดอัตราการลาออก
- เพิ่มความสำเร็จในการทำงาน: เมื่อผู้สมัครที่คุณแนะนำไปประสบความสำเร็จในการทำงาน นายจ้างก็จะพึงพอใจและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับ Agency ของคุณ
3.การบริหารทีมภายใน Agency:
- เพิ่มประสิทธิภาพทีม Recruiter: หัวหน้าทีมสามารถนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ฝึกฝนทีม Recruiter ของตนเองในการรับมือกับเป้าหมายที่ท้าทาย (เช่น การหาผู้สมัครในตำแหน่งที่หายาก) การแบ่งงานย่อย และการให้รางวัลกระบวนการ เพื่อป้องกันภาวะหมดไฟ (Burnout)
- สร้างวัฒนธรรมเชิงบวก: การนำหลักการด้านจิตวิทยาเชิงบวกและการเข้าใจเรื่องโดพามีนมาใช้ ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุนการเติบโตและการยอมรับความท้าทายภายในองค์กร
โดยสรุป เนื้อหาเหล่านี้ให้มุมมองเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับจิตวิทยาของแรงจูงใจและความมีวินัย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการจัดการคน ไม่ว่าจะเป็นผู้สมัครหรือพนักงานภายใน ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาในวันนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับทุกคนที่ได้เข้ามาอ่านไม่มากก็น้อย
talentntw #TalentNetwork #ExecutiveSearch #headhunter