
ทั้ง 3 คำที่กล่าวมาข้างต้น ทำหน้าที่เหมือนกันคือ “การสรรหาบุคลากร” เพื่อมาทำงาน ณ บริษัทใดบริษัทหนึ่ง ส่วนเรื่องของกระบวนการ วิธีการได้มาซึ่งแคนดิเดตอาจจะต่างกันเล็กน้อย แต่ความคาดหวังและความกดดันต่างกันมาก
ทั้ง 3 ชื่อนี้โดยทั่วไปก็แนะนำตัวเองคร่าว ๆ ว่าเป็น Recruiter มาจากบริษัท XYZ เพื่อให้อีกฝ่ายรับรู้แบบเข้าใจง่าย ๆ เวลาไปพบปะผู้คนด้านนอก หรือไปงานสัมมนาที่มีเวลาแนะนำตัวสั้น ๆ
แต่ในแวดวง HR กันเองจะค่อนข้างเจาะจงตัวเองไปเลยว่า เราเป็น HR เป็น Recruiter เป็น HRBP (Business Partner) เป็น C&B (Compensation and Benefits) หรือเป็น Recruitment Consultant
และเนื้อหาที่จะนำมาแชร์ในวันนี้ เป็นมุมมองในแบบที่เจาะจง ขอเล่าในฐานะคนที่ผ่านประสบการณ์ทั้ง 3 แบบ เพราะเคยอยู่ทั้งCorporate, Agency, และเป็น Outsource

Recruiter เป็นส่วนหนึ่งของ HR Department ที่จะ Represent บริษัทที่เราสังกัดอยู่ เราสรรหาพนักงานเพื่อมาเป็นครอบครัวเดียวกับเรา และได้ทำงานค่อนข้างหลากหลาย
ตั้งแต่สรรหาเอง จัดทำเอกสาร ทำของพรีเมียม ออกอีเวนต์ Job Fair ทำ Employer Branding ยาวไปจนถึงพนักงาน Onboarding โดยมากมักจะรับ Requirement มาว่า แผนกไหนของบริษัทต้องการพนักงานใหม่ หรือต้องการหาคนมาแทนที่ตำแหน่งเดิม
การสัมภาษณ์งานเบื้องต้นไม่ลึกมาก ถ้าผ่านรอบนี้ก็จะส่งต่อเข้าไปสัมภาษณ์กับคนอื่นที่เป็น Technical หรือ Business Unit หรือ Manager ต่อไป
เป็น 1 ในอาชีพที่มาแรงที่สุดของเด็กจบใหม่ เพราะเรียนจบอะไรก็สามารถเป็นได้และไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์มาก่อน โดย Recruitment Consultant (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า RC) ที่ทำงานอยู่ใน Recruitment Agency จะไม่ใช่ HR แต่จะทำงานร่วมกับ HR แต่ละบริษัทซึ่งถือเป็นลูกค้า
สรุปว่า RC หรือ CA เป็นตัวกลางที่ช่วยหาคนให้กับบริษัทลูกค้าและหางานให้กับแคนดิเดต โดยที่ RC/CA จะพูดคุยกับแคนดิเดตค่อนข้างเยอะ
“เยอะ” นี่หมายถึงจำนวนแคนดิเดตที่เยอะและคำถามเยอะ เพื่อเก็บ Record และโทรไปนำเสนองานต่าง ๆ ทีหลังที่เห็นว่าเหมาะสมกับประสบการณ์หรือสิ่งที่แคนดิเดตมองหา ซึ่งอาจจะตรงมากหรือตรงน้อยกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการก็ได้
มีความยืดหยุ่นสูงกว่า Headhunter เนื่องจาก RC/CA สามารถติดต่อได้ทั้งแคนดิเดตที่กำลังมองหางานอยู่และไม่ได้มองหางาน ตั้งแต่เลเวลเด็กจบใหม่เงินเดือนหนึ่งหมื่นบาทไปจนถึงเลเวลเงินเดือนหลักแสนทีเดียว


ปกติตำแหน่งนี้มักจะสรรหาบุคคลให้กับลูกค้าในอุตสาหกรรมเฉพาะ คือจะเป็น Specialize ใน Industry หนึ่ง ๆ โดยที่คุณสมบัติหรือ Requirement ที่ให้มาจะไม่ใช่คุณสมบัติตามท้องตลาด โดยมากจะเป็นระดับ Manager เงินเดือนห้าหลักปลาย ๆ ขึ้นไปจนถึงหลายแสน
ปกติจะต้องติดต่อแคนดิเดตที่ High Profile มีงานอยู่แล้ว ไม่ได้มองหางานใหม่ ดังนั้นการเป็น Headhunter มันยากตั้งแต่การได้มาซึ่งแคนดิเดตแล้ว ! เพราะคนเหล่านี้ไม่โพสต์เบอร์โทรศัพท์พร่ำเพรื่อ (เพราะส่วนมากเป็น C-level ที่ปกติงานยุ่งอยู่แล้ว) และไม่แอคทีฟใน Platform หางานทั่วไป (เพราะส่วนใหญ่ก็อยู่บริษัทดี ๆ ดัง ๆ ไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน)
ดังนั้นต้องทำการบ้านมาดีมาก ๆ ๆ ๆ ถ้าย้ายมาชีวิตเขาจะดีขึ้นกว่าที่บริษัทที่เขาทำอยู่ตอนนี้ยังไงบ้าง ถ้าสมมุติเราเจอคนที่ตรงกับที่ลูกค้าต้องการมาก ๆ เราจะเป็นประเภทหนึ่งที่ยกหูหาเบอร์ต่อไปไม่ได้ทันที ต้องหาวิธี Convince แค่นี้ก็ Challenge สุด ๆ บางทีอาจต้องบุกถึงบริษัท นัดทานข้าว ตีกอล์ฟ เลี้ยงเหล้า ไปหาตามงานอีเวนต์สัมมนาหรือวิธีอะไรก็ได้ที่จะหา Contact หรือพยายาม Connect Relationship กับเขา
ข้อดีของ Headhunter
ข้อเสียของ Headhunter
