
หากองค์กรพบว่าพนักงานมีความเครียดสูง ปกติแล้วสิ่งที่องค์กรควรทำคือการเข้าไปสอบถามถึงต้นตอของความเครียด และหาทางช่วยเหลือ ฟื้นฟู เพื่อให้พนักงานสามารถตั้งหลัก แล้วกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง.
จับสัญญาณเตือน ใครเข้าข่ายอยากได้ Stress Leave!!!
Stress Leave หรือ Mental Health Leave คือการให้พนักงานลาไปพักฟื้นสุขภาพจิต แก้ไขปัญหาความเครียด สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ถือเป็นสวัสดิการ หรือนโยบายเพื่อดูแลพนักงานที่หลายองค์กรมีมานานแล้ว เพื่อให้ตอบโจทย์พนักงานหยุดพักจากการทำงานหากมีความเครียดที่เกี่ยวข้องกับงาน หรือมีปัญหาสุขภาพจิตด้านอื่น ๆ เกินกว่าจะรับมือได้ จนมันเริ่มส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพนักงานมีความจำเป็นต้องใช้ Stress Leave จริง ๆ อาจดูอาการเบื้องต้นได้ดังต่อไปนี้
หากเป็นทางกาย อาจมองเห็นได้จากการแสดงอาการเหนื่อยล้า เจ็บป่วยบ่อยของพนักงาน หรือมีประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง ส่วนสัญญาณทางอารมณ์อาจรวมถึงความหงุดหงิดง่าย การหลีกเลี่ยงไม่ยอมมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในทีม หรือมีความกระตือรือร้นที่จะทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด
หากใครเริ่มมาทำงานสายเป็นประจำ ขอกลับก่อนเวลา หรือขอลาป่วยบ่อยเกินปกติ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่บ่งชี้ว่าพนักงานเริ่มไม่ปกติแล้ว ความเครียดเรื้อรังยังอาจทำให้สมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับการทำงานเสียไป ส่งผลให้รูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
3.เสียงจากเพื่อนร่วมงานผู้ใกล้ชิด
บ่อยครั้งเพื่อนร่วมงานมักสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมหรือผลงานได้เร็วกว่าผู้บริหารและ HR หากองค์กรไหนมีพนักงานแบบนี้ บ่งชี้ว่าวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดโอกาสให้พนักงานสามารถแสดงความคิดเห็นหรือแสดงความห่วงใยต่อเพื่อนร่วมงาน ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่ง


เมื่อพนักงานมาขอ Stress Leave ควรทำอย่างไรต่อ!!.
1. เปิดใจรับฟังอย่างจริงใจ
สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ทำให้พนักงานรู้สึกสบายใจในการพูดคุยเรื่องความเครียดหรือปัญหาสุขภาพจิต โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อพนักงานเข้ามาพูดคุยกับฝ่าย HR หรือผู้บริหาร จงรับฟังอย่างเข้าใจและใส่ใจในความรู้สึกของพวกเขา
2. เก็บรักษาความลับ
โปรดเคารพความเป็นส่วนตัวของพนักงาน ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตหรือคำขอลาพักงานควรถูกเก็บไว้เป็นความลับ และไม่ควรเผยแพร่ให้ผู้อื่นทราบ
3. เข้าใจต้นตอของปัญหา แล้วแก้ปัญหาในองค์กรให้ดีขึ้น
หลังรับฟังและเ องความเครียดด้วย ซึ่งอาจมาจากปัญหาส่วนตัวหรือปัจจัยในที่ทำงาน เช่น งานที่มากเกินไปหรือความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผล การรู้ที่มาของปัญหาจะช่วยให้คุณสามารถหาวิธีสนับสนุนและแก้ไขได้อย่างตรงจุด
บทสรุป
แม้ Stress Leave จะเป็นสวัสดิการที่ช่วยให้พนักงานได้หยุดพักเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ แต่การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้ความเครียดสะสมจนถึงจุดวิกฤต องค์กรควรสร้างวัฒนธรรมที่ใส่ใจสุขภาพจิตของพนักงานอย่างจริงจัง สนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช่เพียงแค่มีนโยบายไว้ให้ดูดีเท่านั้น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อความสุข เกิดความสมดุลระหว่างชีวิต และหน้าที่การงาน และเมื่อองค์กรสามารถลดความเครียดในที่ทำงานได้จริง ประสิทธิภาพในการทำงานจะดีขึ้น พนักงานจะมีความสุข และท้ายที่สุดองค์กรก็จะเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะคนคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดขององค์กร
#talentnetworkheadhunter #talentnetwork #talentntw #headhunter